การผ่าตัดเสริมหน้าอก
 
การเสริมหน้าอก  Breast Augmentation

    เป็นการผ่าตัดที่มีความนิยมมากทั่วโลก  จากสถิติทางการแพทย์ล่าสุดเป็นการผ่าตัดศํลยกรรมตกแต่งที่ทำกันมากเป็นอันดับสอง และมีผู้เข้ารับการผ่าตัดชนิดนี้นับล้านคนในแต่ละปี      การเสริมหน้าอกนั้นมีประวัติความเป็นมาครั้งแรกที่ประเทศอเมริกาที่ประมาณ 50 ปีก่อน  โดยถุงซิลิโคนชนิดแรกนั้นเกิดจากการค้นพบโดยบังเอิญของนักศึกษาแพทย์ ที่ชื่อโทมัส บิกส์และต่อมาได้กลายมาเป็นศํลยแพทย์ตกแต่งที่มีชื่อเสียงระดับโลกและยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษํทผลิตซิลิโคนในยุคแรกๆ    ประโยชน์ของการผ่าตัดเสริมหน้าอกนั้นนอกจากช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพและความมั่นใจให้กับคนไข้ปกติทั่วไปแล้วยังสามารถช่วยคนไข้ผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมที่ผ่าตัดเต้านมออกไปแล้วด้วย      โดยปัจจุบันการเสริมหน้าอกนั้นมีวิธีการต่างๆดังนี้
เทคนิกทางด้านผ่าตัดเสริมหน้าอก   สามารถแบ่งได้ดังนี้  

    1. การเสริมเต้านมโดยใช้ถุงเต้านมเทียมเพียงอย่างเดียว  (Breast  implant only ) 
    2. การเสริมเต้านมโดยใช้ถุงเต้านมเทียม ร่วมกับ การฉีดไขมันตนเอง  (Composite Breast implant with Autologous Lipoplasty หรือ hybrid technique)
    3. การเสริมเต้านมโดยการฉีดไขมันตนเองเพียงอย่างเดียว ร่วมกับการทำสเต็มเซล  เพื่อเพิ่มโอกาสการอยู่รอดของเซลไขมัน  (Cell Assisted Lipoplasty  - CAL  technique)

   
 
 

การเสริมหน้าอกด้วยถุงเต้านมเทียม
(Breast Implant)

 
     เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุดทั่วโลก โดยถุงซิลิโคนในปัจจุบันมีความทนทานสูง   ปัจจุบันเป็นเทคโนโลยีในรุ่นที่สาม หรือ  third generation implant  ซึ่งจะมีการผลิตเปลือกซิลิโคนหลายชั้น  และเพิ่มเจลชนิดมีความหนาแน่น  เจลภายในเป็นลักษณะจับเป็นก้อนแบบ Cohesive gel หรือ Gummy bear ทำให้ปลอดภัยลดปัญหาการรั่วซึมของซิลิโคน (Gel bleed)   วิธีการทำผ่าตัดมีความหลากหลาย ขึ้นกับหน้าอกแต่ละแบบ แต่ละประเภท 
 
 
แผลผ่าตัดเสริมหน้าอกที่บริเวณไหน ต่างกันอย่างไร / โอกาสการเกิดแผลเป็นนูนต่างกันอย่างไร  ?
  • แผลผ่าตัด มี 3 ที่  คือ  รักแร้ ปานนม และ ฐานหน้าอก
แผลที่รักแร้    ( Axillary approach)
       
เป็นแผลผ่าตัดที่ได้รับความนิยมในคนเอเชีย  โดยเชื้อชาติเอเชียนั้นมีความเสี่ยงการเกิดแผลนูนได้มากกว่าฝรั่งผิวขาว  และเนื่องจากรักแร้นั้นมีความตึงของผิวหนังต่ำเพราะปกติเนื้อจะหย่อนกว่าที่อื่น จึงมีโอกาสเกิดแผลเป็นนูนได้น้อยกว่าบริเวณอื่น
 
การผ่าตัดทางรักแร้   มี 2 วิธี
1. การผ่าตัดทางรักแร้แบบเดิม (Conventional method)  
​           เป็นวิธีที่ใช้มากว่า 30-40 ปี  สะดวกรวดเร็ว แต่มีข้อเสียคือ อาการปวดจากการผ่าตัดที่ต้องใช้เครื่องมือคล้ายเหล็กโค้งในการเซาะช่องใต้กล้ามเนื้อในการวางซิลิโคน และมีข้อจำกัดในการห้ามเลือดเนื่องจากแพทย์ไม่สามารถมองเห็นภายในจึงต้องอาศัยกลไกการแข็งตัวของเลือดช่วยหยุดเลือดและการใส่สายระบายเลือด รวมถึงต้องพันผ้ารัดแน่นช่วย   การอักเสบระบมในบางรายจึงมากกว่าปกติ เชื่อว่าการอักเสบที่มากกว่านี้ ทำให้ร่างกายตอบสนองมาก มีการสร้างเซลมามากเกินไป จึงกระตุ้นให้ทำให้เกิดผังผืดในอัตราที่สูงกว่าวิธีอื่น  เช่น การผ่าตัดส่องกล้องทางรักแร้ หรือการผ่าตัดทางราวนม
2. การผ่าตัดผ่านกล้องทางรักแร้ (Transaxillary Endoscopic-Assisted  breast augmentation)  
           เป็นวิธีที่มีการใช้แพร่หลายในต่างประเทศ และได้กลายเป็นมาตรฐานไปแล้ว   และมีแนวโน้มว่าในประเทศไทยจะมาทดแทนการผ่าตัดทางรักแร้แบบเดิมในอนาคต จากการที่มีคนไข้นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
     ปัจจุบันการส่องกล้องเป็นที่นิยมและ เป็นเทคนิคที่ดีที่สุดในกรณีที่คนไข้เลือกผ่าตัดทางรักแร้เพราะ ศัลยแพทย์สามารถมองเห็นทุกสเตปการผ่าตัด สามารถลดการบาดเจ็บที่ไม่จำเป็น  ห้ามเลือดได้ดีเพราะที่ปลายกล้องจะมีอุปกรณ์ห้ามเลือด   หลังผ่าตัดเจ็บน้อยกว่า พักฟื้นสั้น ผังผืดน้อย และซ่อนแผลไว้ที่รักแร้ อีกทั้งสามารถแก้ไขรูปทรงหน้าอกที่อาจมีปัญหาได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับการผ่าตัดทางรักแร้วิธีเดิม
 
 
แผลที่ปานนม    ( Periareolar approach )
ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมในศัลยแพทย์ตกแต่งมากนักเนื่องจากมีรายงานการเกิดผังผืด หน้าอกแข็งตัวมากกว่าวิธีผ่าตัดอื่นๆ  สาเหตุเชื่อว่าเกิดจากการที่แผลผ่าตัดต้องผ่าตัดผ่านบริเวณเนื้อเต้านมบางส่วน ทำให้เกิดการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียจากท่อน้ำนม  และเป็นสาเหตุให้เกิดการอักเสบชนิดเรื้อรังและเกิดหน้าอกแข็งมีผังผืดตามมา      ส่วนแผลเป็นนั้นก็ไม่แน่นอนนัก สามารถเกิดแผลนูนได้พอสมควร และสามารถมองเห็นแผลเป็นได้ชัดทางด้านหน้าได้ในท่ายืนตรง
 
แผลที่ฐานอก (ราวนม หรือ  Inframammary approach)   
เป็นแผลที่มีข้อดีคือ ศัลยแพทย์สามารถมองเห็นได้โดยตรงและสามารถทำการผ่าตัดได้อย่างละเอียด ห้ามเลือดได้ดี ไม่ต้องใช้อุปกรณ์มากนัก ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้   ถือแผลผ่าตัดที่นิยมมากที่สุดในคนไข้ชาวตะวันตกผิวขาว    อย่างไรก็ตามเนื่องจากปัญหาเรื่องแผลเป็นในคนเอเชียที่เสี่ยงมากกว่า จึงเหมาะสำหรับผู้ที่พอร่ับความเสี่ยงเรื่องแผลเป็นและไม่กังวลมากนักหากต้องรักษาแผลนูนเพิ่ม
 
 
 
     ตำแหน่งในการวางซิลิโคน    สามารถแบ่งได้เป็น   เหนือกล้ามเนื้อหน้าอกหรือใต้เนื้อเต้านม ( Subglandular plane )   และ ใต้กล้ามเนื้อหน้าอก   ( Submuscular plane)    โดยทั่่วไปแล้วหากเนื้อเต้านมธรรมชาติมีน้อยมากและผิวหนังบาง มักแนะนำให้เสริมใต้กล้ามเนื้อหน้าอกเพื่อให้มีเนื้อเยื่อหนาพอในการปกปิดขอบซิลิโคนไม่ให้สามารถสัมผัสได้มากจนเกินไป



  ​  การเลือกขนาดซิลิโคนที่เหมาะสมนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญมาก  ถือเป็นหัวใจของการผ่าตัดเสริมหน้าอก   โดยขนาดซิลิโคนที่เหมาะสมนั้นไม่ควรมีความกว้างเกินกว่าขนาดของลำตัว หรือขอบเขตของเต้านม เนื่องจากจะเกิดปัญหาการคลำรอยย่นของซิลิโคน ( Ripple) ได้ชัดเจนเนื่องจากเนื้อเยื่อบริเวณขอบๆจะบางไม่สามารถปกปิดถุงซิลิโคนได้ดีพอ  หากฝืนมากอาจมองเห็นรอยย่นได้ด้วยตาเปล่า  หรืออาจเกิดการเชื่อมกันของร่องอก เป็นลักษณะ อกแฝด หรือที่เรียกว่า  Symmastia  ซึ่งรักษายากมาก  ยังไม่นับว่าอาจเกิดการชาถาวรของหัวนมและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหานมสองลอน   ( Double bubble )  และเสี่ยงต่อการผ่าตัดแก้ไขบ่อยๆด้วย
       

การเสริมหน้าอกด้วยถุงเต้านมเทียม ร่วมกับการฉีดไขมันตนเอง 
(Composite breast implant with Lipoplasty หรือ  Hybrid   technique)
 
        เทคนิคนี้มักจะใส่ซิลิโคนขนาดกลางไม่ใหญ่มาก และเพิ่มการฉีดไขมันตนเองโดยรอบ เป็นการช่วยให้การเสริมหน้าอกนั้นเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น เพราะได้เนื้อเยื่อที่นิ่มของไขมันมาช่วยเสริมรอบซิลิโคนในบริเวณที่เนื้อเยื่อบาง เสริมแต่งบริเวณร่องอกให้ดูชิดมากขึ้นตามต้องการ ลดปัญหาการคลำขอบถุงซิลิโคน และได้ประโยชน์จากการดูดไขมันส่วนเกินจากหน้าท้อง หรือต้นขา (secondary gain)  ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าการเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคนเพียงอย่างเดียวเกือบสองสามเท่า    อย่างไรก็ตามยังมีข้อจำกัดว่า   เหมาะสำหรับคนไข้ที่คาดหวังขนาดปกติทั่วไป เพราะไขมันนั้นไม่สามารถฉีดได้มากๆเพราะแรงดันจะสูงเกินไป ไขมันอาจจะฝ่อสลายไปทั้งหมด และซิลิโคนที่ใช้ก็ไม่ควรใช้ขนาดใหญ่จนเกินไป
 
 
การเสริมหน้าอกด้วยการฉีดไขมันตนเองเพียงอย่างเดียว ร่วมกับสเต็มเซล  
(CAL -Cell assisted Lipoplasty)
 
     เป็นการใช้ไขมันในปริมาณที่มากในการเสริมเต้านม ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีสเต็มเซล  เพื่อช่วยในการคงอยู่ของเซลไขมันให้มากที่สุด  ข้อดีของการฉีดไขมันตนเองเพียงอย่างเดียว คือ เป็นการใช้เนื้อเยื่อไขมันของคนไข้เองทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์  ไม่มีการใช้ถุงเต้านมเทียมจึง ไม่มีความเสี่ยงผังผืดรัดถุงเต้านม และได้ประโยชน์ในการลดไขมันส่วนเกินของคนไข้  จากหน้าท้อง หรือต้นขา (Secondary gain)ไปพร้อมกัน  ที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เทคนิคนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก คือได้ความเป็นธรรมชาติมากที่สุดเวลาสัมผัสเหมือนเต้านมจริง  และไม่มีแผลเป็นจากการผ่าตัด
     ศัลยแพทย์ต้องมีเทคนิคการเก็บและฉีดไขมันที่ดี  แต่เนื่องจากการผ่าตัดนั้นกินเวลานาน ใช้อุปกรณ์และเครื่องมือค่อนข้างมาก ทำให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมสูงกว่าการเสริมด้วยซิลิโคนอยู่มากพอสมควร และ  ข้อจำกัดคือสามารถเพิ่มขนาดได้ประมาณ 1 คัพไซส์เท่านั้น  จึงเหมาะกับผู้ที่มีเนื้อเต้านมธรรมชาติอยู่แล้วและต้องการเพิ่มขนาดปานกลาง หรือหลังการมีบุตรแล้วเต้านมมีขนาดลดลง  เพื่อเติมส่วนเนินอกให้ได้รูป   โดยในปัจจุบันมีการผลิตเครื่องมือออกมาหลากหลายรูปแบบและมีวิธีสกัดสเตมเซลหลายวิธี
 
   ทั้งนี้สำหรับผู้สนใจการผ่าตัดชนิดนี้ควรศึกษาข้อมูลต่างๆหลายๆด้าน  ตั้งแต่ศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด  สถานที่ผ่าตัด วัสดุและเทคนิคที่ใช้  ความสะอาด ความปลอดภัย โดยละเอียดเพื่อประกอบการตัดสินใจ
 
 
 

Copyright 2012-2017 All right reserved. | คลินิกศัลยกรรม | เสริมหน้าอก | เสริมจมูก
Engine by MAKEWEBEASY